ช่องทางการตลาดผักผลไม้ในยุโรป

การทำให้ผักผลไม้ปลอดจากปัญหาสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก การทำความสะอาดพืชเพื่อบรรจุใส่หีบห่อ และการตรวจสอบ ความสะอาด (ปลอดสารเคมี เชื้อจุลินทรีย์ และแมลงศัตรูพืช) เพื่อเตรียมส่งออกต่อไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักและมีค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน แต่หากส่งออกได้ ก็จะได้ราคาดีมาก เนื่องจากราคาผักผลไม้ไทยในต่างประเทศทุกประเภทล้วนอยู่ในหมวดสินค้าราคาแพง

จุดเด่นของผักไทย โดยเฉพาะกะเพราและโหระพา มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้ในปัจจุบัน มีความพยายามที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์พืชของไทยเพื่อไปเพาะในเรือนกระจกภายใน EU เช่น ในเนเธอร์แลนด์เริ่มมีการผลิตและจำหน่ายโหระพาและสะระแหน่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียวก็คงเป็นเรื่องกลิ่นนี่เอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะนิ่งนอนใจ เพราะวิทยาการสมัยนี้สามารถใช้พัฒนาในเรื่องต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเรื่องการเพาะปลูกพืชด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ก็อาจมีประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียหรือแอฟริกาเหนือพยายามผลิตผักผลไม้ประเภทเดียวกับไทยเพื่อส่งออกไป EU เป็นคู่แข่งของไทยด้วย ซึ่งต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

มี 2 ช่องทางหลักๆ ช่องทางแรก คือ การจำหน่ายในร้านชำซึ่งจำหน่ายผักผลไม้ให้ร้านอาหารไทย รวมทั้งผู้บริโภคโดยทั่วไป และช่องทางที่สอง คือ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่หรือซูเปอร์มาเก็ต ซึ่งมีสาขากระจายหลายแห่ง การส่งออกพืชผักไปร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ประเภทนี้ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่ร้านค้าปลีกเหล่านี้กำหนดเพิ่มเติมจากหลักการ GAP ซึ่งเพิ่มต้นทุนการผลิต แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะมีช่องทางการจำหน่ายที่กว้างขึ้นและจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น

ข้อเสียเปรียบที่สำคัญของผักผลไม้ไทยในตลาดยุโรป คือ ต้นทุนในการขนส่ง เนื่องจากผักผลไม้เป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย จึงทำให้การขนส่งทางอากาศเป็นวิธีการขนส่งที่ดีที่สุด แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ราคาผักผลไม้ที่จำหน่ายในต่างประเทศแพงตามไปด้วย ซึ่งบางครั้งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเมื่อเปรียบเทียบกับผักผลไม้เมืองร้อนที่มาจากประเทศที่ใกล้ยุโรปมากกว่า อาทิ จากประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน

เชิญเที่ยวจันทรบุรีในงานเทศกาลผลไม้

ประเทศไทยมีผลผลิตหลากหลายชนิดและออกสู่ตลาดต่อเนื่องได้ตลอดปี โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการทำให้ออกผลผลิตนอกฤดูกาล ในขณะที่ผู้บริโภคในต่างประเทศก็นิยมในรสชาติผลไม้ไทยโดยเฉพาะในเอเชีย เนื่องจากมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจึงเป็นที่นิยมของตลาด รวมทั้งประเทศไทยมีเทคโนโลยีการผลิตพืชผักผลไม้ค่อนข้างสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่มีผลิตผลประเภทเดียวกัน จันทบุรี เป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มังคุด จะออกสู่ตลาดในเดือนมีนาคม ส่วนเงาะ ทุเรียน จะออกสู่ตลาดในเดือนถัดมาตามลำดับ สำหรับลองกองคาดว่าจะออกสู่ตลาดมากช่วง กรกฎาคม-สิงหาคม อนึ่งผลไม้ของภาคตะวันออก คือ ทุเรียน มะม่วง มังคุด เงาะ เป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศเฉลี่ยปีละเกือบ 20,000 ล้านบาท ส่วนผลไม้ภาคใต้ และภาคเหนือจะออกช่วง มิถุนายน-สิงหาคม ทั้ง เงาะ ทุเรียน มังคุด ลำไย สำหรับผลไม้ที่ออกผลผลิตเกือบทั้งปี เช่น สับปะรด ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งเข้าโรงงานบรรจุกระป๋อง หรือกล้วย สามารถขายได้ราคาดีในช่วงเทศกาล โดยที่กล้วยหอมราคาขายปลีกสูงถึงหวีละ 90-100 บาท สำหรับแนวทางในการเตรียมการด้านการตลาด

โดยปีนี้จะเน้นกิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมการผลิตผลไม้คุณภาพ การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร การส่งเสริมด้านตลาดของผลไม้จังหวัดจันทบุรีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การจัดจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนการจัดคอนเสิร์ต กิจกรรมการแสดงบนเวทีกลางและมหรสพต่างๆเพื่อสร้างความสุขแก่ประชาชนตลอด 10 วัน 10 คืน ของการจัดงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี ในปีที่ผ่านๆมาจังหวัดจันทบุรีใช้ชื่อการจัดงานว่า “งานสุดยอดของดีเมืองจันท์ มหัศจรรย์วันผลไม้” ซึ่งถือว่าเป็นงานเทศกาลประจำปีที่สำคัญของจังหวัดจันทบุรี

มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าของดีเมืองจันท์โดยเฉพาะผลไม้คุณภาพของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร, นิทรรศการความรู้ทางการเกษตร, การประกวดผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรถนนผลไม้, แข่งกินผลไม้, แข่งกินอาหารทะเล เชื่อมโยงการจัดแสดงและจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับ ที่ศูนย์อัญมณีเมืองจันท์, การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP, การออกร้านอาหารพื้นเมืองและอาหารทะเล,การประกวดรถประดับผลไม้, ประกวดธิดาชาวสวน, การประกวดผลไม้ที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออก ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด ระกำ สละ กระท้อนพันธุ์ต่าง ๆ, การประกวดสุนัขพันธุ์แสนรู้, การออกร้านจำหน่ายอัญมณี, การแสดงบนเวทีกลาง และกิจกรรมพานักท่องเที่ยวชมและชิมผลไม้สดจากต้นในสวนผลไม้

ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในเวียดนามภาคเกษตรกรรมของเวียดนาม

21

เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านเกษตรกรรม ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลายประเภท ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนภาคเกษตรกรรมอย่างจริงจัง และมีการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เวียดนามสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกผลผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ของโลกได้หลายรายการ ทั้งนี้ ผลผลิตทางการเกษตรของเวียดนามส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับไทย ทำให้เวียดนามและไทยเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งในตลาดโลก แต่ทั้งสองประเทศมีการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในเวียดนาม โดยอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญ อาทิ อัตราค่าจ้างแรงงานที่ค่อนข้างต่ำ และสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences : GSP) ที่เวียดนามได้รับจากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เป็นต้น ขณะที่นักลงทุนไทยมีความสามารถด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นอย่างดี และมีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงมีการจัดการด้านการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในเวียดนามภาคเกษตรกรรมของเวียดนามได้รับการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลเวียดนามสนับสนุนให้มีการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ รวมทั้งเร่งยกระดับคุณภาพการผลิตให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ สะท้อนได้จากมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนามที่ขยายตัวแบบก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2545 เป็น 27.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2555 เวียดนามก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลกหลายรายการ แม้ว่าในปี 2555 เวียดนามเผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านจนฉุดรั้งให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 ปี แต่ศักยภาพในภาคเกษตรกรรมกลับเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนได้จากเวียดนามสามารถก้าวแซงหน้าบราซิลขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกกาแฟ Robusta รายใหญ่อันดับ 1 ของโลก และก้าวแซงหน้าไทยขึ้นเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย อีกทั้งยังก้าวแซงหน้ามาเลเซียขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากไทยและอินเดีย ขณะเดียวกันเวียดนามยังสามารถรักษาสถานะการเป็นประเทศผู้ส่งออกพริกไทยและเม็ดมะม่วงหิมพานต์รายใหญ่อันดับ 1 ของโลกไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ตลาดผักผลไม้อบแห้งของไทยกำลังขยายตัวทั้งตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก

“ตลาดผักผลไม้อบแห้งของไทยกำลังขยายตัวทั้งตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก เนื่องจากผู้ประกอบการมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ใน การผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของตลาดเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ และมีความหลากหลายของสินค้ามากขึ้น โดยเพิ่มความหลากหลายของประเภทผักและผลไม้ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น รวมทั้งยังมีการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยการวางจำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และมีการพัฒนารูปแบบและการดีไซน์ บรรจุภัณฑ์ให้มีความสวยงามและทันสมัย รวมทั้งมีการคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าโอทอป ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานการผลิตและรสชาติ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคมากขึ้น ในขณะที่ตลาดส่งออกผลไม้อบแห้งก็มีแนวโน้มเติบโตเช่นเดียวกับตลาดในประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคในต่างประเทศหันมาให้ความนิยมบริโภคผลไม้อบแห้งในฐานะขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ โดยปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผักผลไม้อบแห้งมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากจีน ซึ่งตลาดส่งออกสำคัญ คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม ตลาดอาเซียนก็นับว่าเป็นตลาดส่งออกที่น่าจับตามอง เนื่องจากไทยยังมีโอกาสในการขยายการส่งออกไปยังประเทศในอาเซียน อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้ประกอบการผักผลไม้อบแห้งต้องจับตามองด้วย คือ การนำเข้าผักผลไม้อบแห้งที่มีแนวโน้มเติบโตด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะจากจีน และจากประเทศในอาเซียน ที่มีการพัฒนาการผลิตและส่งออกผักผลไม้อบแห้งมากขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และเวียดนาม

ผู้ประกอบการรายใหญ่ มีการจัดการผลิตที่เป็นระบบ มีมาตรฐานในการผลิต และใช้เทคโนโลยีในการผลิต เพื่อให้ได้มาตรฐานของคุณภาพสินค้าใกล้ เคียงกัน และการบรรจุหีบห่อ มีตรายี่ห้อที่ได้มาตรฐานสากล โดยมีการนำวัตถุดิบในประเทศที่มีการรับซื้อจากเกษตรกร นำมาแปรรูปด้วยขั้นตอนต่างๆ บรรจุหีบห่อที่สวยงามและมีมาตรฐาน โดยตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่เน้นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่สามารถเดินทางไปยังแหล่งผลิต นอกจากนี้ ลู่ทางการขยายตลาดคือ การส่งออกผักผลไม้อบแห้งที่ส่งออกในปัจจุบัน คือ ทุเรียน กล้วย ขนุน มะม่วง มะละกอ สับปะรด เป็นต้น

ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งได้แก่บรรดาผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีการประกอบการในลักษณะอุตสาหกรรมในครัวเรือน มีขั้นตอนการผลิตที่ไม่ซับซ้อนมากนัก และใช้วัตถุดิบจากผลผลิตที่ปลูกและเก็บเกี่ยวเอง ดำเนินการแปรรูปตามความชำนาญและได้รับการถ่ายทอดจากในครอบครัวและคนรู้จักใกล้เคียง ซึ่งผู้ประกอบการ ในลักษณะนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันยังไม่การรวบรวมสำรวจอย่างครบถ้วน ตลาดของผู้ประกอบการประเภทนี้ ได้แก่ ตลาดชุมชนและตลาดของฝาก ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแหล่งผลิต เนื่องจากสะดวกต่อการขนส่ง

เดิมผลไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นผักผลไม้อบแห้งและอบกรอบนั้นจำกัดอยู่เฉพาะผลไม้ไม่กี่ประเภท เช่น ทุเรียน กล้วย ขนุน มะละกอ เผือก มันเทศ ฟักทอง เป็นต้น กระบวนการแปรรูปเป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนและยุ่งยากมากนัก เช่น การทอด การฉาบ การอบแห้งด้วยตู้อบแห้ง(Hot Air Oven) เป็นต้น มีการผลิตตั้งแต่ระดับครัวเรือน ไปจนถึง ระดับอุตสาหกรรมผู้ประกอบการนิยมใช้เครื่องจักรประเภท Drum Dryer เนื่องจากสามารถผลิตได้ในปริมาณครั้งละมากๆ และผลิตได้หลากหลายประเภท โดยยังคงหลักการในกระบวนการ ผลิตที่ใกล้เคียงกับการทอด การฉาบ และการอบ คือ การให้ความร้อนเพื่อทำให้แห้ง โดยมีโครงสร้างต้นทุนและการจัดจำหน่ายในลักษณะเดียวกับการผลิตผักผลไม้อบแห้งวิธีอื่นๆ แหล่งวางจำหน่ายหลักภายในประเภทอยู่บริเวณตลาดของฝากจากสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดต่างๆ ทำให้เกิดข้อด้อยของสินค้าจากลักษณะการผลิตเป็นการผลิตในระดับครัวเรือน และมีผลิตรายเล็กจำนวนมาก ขณะที่สินค้าไม่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่งผลให้การแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรง รวมทั้งลักษณะตลาดจะแปรตามฤดูการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหม่นำนวัตกรรมผักผลไม้อบแห้ง โดยใช้เทคโนโลยีการผลิต Freeze dried และ Vacuum drying ซึ่งเป็นนวัต กรรมถนอมอาหารที่สามารถรักษาทั้งสี กลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางอาหาร โดยไม่ได้ใช้ความร้อนและน้ำมันในกระบวนการผลิต เพื่อตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพ ที่จะบริโภคในลักษณะ ของขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ มีการดีไซน์บรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม และรักษาคุณภาพของสินค้า รวมทั้งยังมีการเพิ่มประเภทของผักผลไม้อบแห้ง สตรอว์เบอรี่ พีช องุ่น แอปเปิ้ล ซึ่งเป็นการเพิ่ม ความหลากหลายของสินค้า เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ทำให้ขนาดตลาดมีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากผลการวิจัยทางการตลาดพบว่าคนไทยนิยมบริโภคผลไม้ต่างประเทศ

บรรจุภัณฑ์ผักและผลไม้สดเพื่อการส่งออก

พืชผักและผลไม้เป็นอาหารที่มีความสำคัญต่อการบริโภคของมนุษย์ เนื่องจากพืชผักและผลไม้มีคุณค่าด้านโภชนาการ นอกจากเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ด้วยตัวเองแล้ว ผักและผลไม้ยังเป็นอาหารที่มีเยื่อ (Fiber) ช่วยในการขับถ่าย ปริมาณน้ำที่แฝงอยู่ภายในผักและผลไม้หลายชนิดทำให้ผู้บริโภครู้สึกสดชื่นจากความกรอบ หอม หวาน เมื่อรับประทานสด ในโลกนี้มีผักผลไม้หลากหลายประเภท โดยอาจแบ่งตามพฤกษศาสตร์ ตามปริมาณน้ำที่อยู่ในผักผลไม้ ตามองค์ประกอบ ตามแหล่งที่ปลูก ตามประโยชน์ ตามลักษณะที่นำมาประกอบอาหารหรือแปรรูป เป็นต้น ในแง่ของการศึกษาบรรจุภัณฑ์เพื่อปกป้องและรักษาคุณภาพของผักและผลไม้ จะแบ่งประเภทของผักผลไม้ตามอัตราการหายใจ (Respiration Intensity) เพื่อพยายามรักษาคุณภาพของผักและผลไม้เพื่อยืดอายุให้สดพอดี ในขณะที่นำมารับประทาน

ในประเทศไทยมูลค่าโดยรวมของพืชผักผลไม้ที่ปลูกเมื่อเทียบกับผลผลิตทางการเกษตรโดยรวม (Agricultural Commodities) คิดเป็นเปอร์เซ็นประมาณ 20% จัดอยู่ในอันดับ 2 ของผลผลิตทางการเกษตร โดยเป็นรองเพียงแต่ข้าวที่มีสัดส่วนมูลค่าคิดได้ประมาณ 30% ของผลผลิตทางการเกษตรโดยรวม2

แต่ถ้ามองจากการส่งออกสินค้าจำนวนพวกผลไม้มีปริมาณการส่งออกสูงในช่วงปี พ.ศ. 2541 – 2543 มีอัตราเฉลี่ต่อปีเพิ่มสูงถึง 30% และประเมินว่าในปีนี้จะมีมูลค่าการส่งออกของผลไม้สูงถึง 9 พันล้านบาท สำหรับผักผลไม้สดยังมีการส่งออกน้อยกว่า แม้ว่าจะมีผลผลิตโดยรวมในปี พ.ศ.2538 – 2539 เกือบ 5 ล้านบาทต่อปี3 ในกรณีที่ต้องการส่งเสริมการส่งออกของผักสดจำต้องรณรงค์การปลูกผักที่ปลอดสารพิษ พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม รวมทั้งปรับปรุงระบบบรรจุภัณฑ์ให้ดีขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า

ผักและผลไม้ที่จำแนกเป็นประเภทเมืองร้องนี้ไม่สามารถปลูกในประเทศที่หนาวเย็นในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ จึงจำเป็นต้องนำเข้าจากประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร สืบเนื่องจากระยะทางที่เดินทางไกล ความสำเร็จในการส่งออกนอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว บรรจุภัณฑ์ยังมีบทบาทมากต่อการยืดความสดของผักผลไม้ด้วยการควบคุมบรรยากาศภายในบรรจุภัณฑ์ให้ปริมาณของออกซิเจนต่ำ นอกจากนี้ความจำเป็นที่ต้องขนส่งภายใต้สภาวะการเก็บที่เย็นจะช่วยลดอัตราการหายใจของสินค้าสดเหล่านี้

เมื่อผู้บริโภคในโลกนี้มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นและพยายามแสวงหาอาหารใหม่ๆที่มีรสชาติและคุณประโยชน์มารับประทาน ตัวอย่างเช่น ผลไม้ที่ไม่เคยบริโภคในอดีตและเริ่มได้รับความนิยมในหมู่คนไทย เช่น แก้วมังกร ผลกีวี เป็นต้น ความต้องการของผักผลไม้สดเหล่านี้ส่งผลให้การขนส่งผักผลไม้สดไปยังประเทศที่ห่างไกลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย และไม่แปลกเลยที่ค่าขนส่งมีมูลค่ามากกว่าตัวสินค้าผักผลไม้สด ด้วยเหตุนี้การกำหนดมาตรฐานต่างๆ (Standardization) มีความจำเป็นมากขึ้น เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายการขนส่งและลดโอกาสที่สินค้าจะเสียหายระหว่างการขนส่ง สำหรับผู้ส่งออกมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเข้าใจถึงลักษณะและวิธีการขนส่ง รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ขนาดบรรจุ รูปแบบบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ครอบคลุมไปถึงกฎข้อบังคับที่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์